top of page
ค้นหา
  • รูปภาพนักเขียนNet Zero Techup

♻️ 7 ผลกระทบต่อธุรกิจโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวลมากขึ้น การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น แม้จะมีการเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้นและการตระหนักถึงกรณีศึกษาทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืน แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลับเลวร้ายลง ด้วยเหตุนี้ องค์กรผู้นำทางธุรกิจจึงต้องเข้าใจวิธีการรับมือกับความท้าทายในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือผลกระทบในวงกว้าง เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำธุรกิจระดับโลก เพราะหลายประเทศไม่มีเงินทุนหรือความสามารถในการลงทุนในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผู้ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยสิ่งที่ทำไม่ได้ และนี่คือภาพรวมของผลกระทบด้านลบของวิกฤตสภาพอากาศต่อธุรกิจทั่วโลก


✅️ 1. ความไม่แน่นอนของอัตราการปล่อยมลพิษ

การปล่อยมลพิษทั่วโลกเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด การตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการปล่อย CO2 สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในด้านสภาพอากาศ


การปล่อยมลพิษส่วนใหญ่เกิดจากความเข้มของพลังงาน (Energy Intensity) ที่เพิ่มสูงขึ้น หมายถึงปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อหนึ่งหน่วยของผลผลิตที่ได้ ระดับความเข้มข้นของพลังงานที่สูงขึ้นจะก่อให้เกิดการปล่อยมลพิษที่เพิ่มสูงขึ้น สามารถคำนวนปริมาณการปล่อยมลพิษทั้งหมด ดังนี้


Total CO2 Emissions = CO2/Energy x Energy/GDP x GDP/Capita x Population


สูตรคำนวณนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของประชากรและการปล่อยก๊าซ CO2 เนื่องจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP) และจำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ระดับความเข้มข้นของพลังงานจะต้องลดลงเพื่อรักษาระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้คงที่


เพื่อลดการปล่อยมลพิษ ความเข้มของพลังงานจะต้องลดลงในอัตราส่วนที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและ GDP ต่อหัว เมื่อจำนวนประชากรและ GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้น การปล่อยมลพิษก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) การปล่อย CO2 ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% ในปี 2564 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ซึ่งการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นโดยไม่กังวลถึงผลกระทบด้านลบจากการใช้แล้วหมดไป


✅️ 2. มลพิษข้ามพรมแดน

ปัจจัยภายนอกด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญต่อความยั่งยืนของโลก มลพิษข้ามพรมแดนเป็นเรื่องยากมากที่จะป้องกันได้ เนื่องจากมลพิษทางอากาศและทางน้ำสามารถแพร่กระจายจากประเทศใกล้เคียงได้ โดยไม่คำนึงถึงกฎระเบียบระหว่างประเทศ ปัจจัยภายนอกนี้แก้ไขได้ยากเนื่องจากประเทศต้นกำเนิดของก๊าซ CO2 ไม่ได้รับผิดชอบผลกระทบต่อสภาพอากาศโดยตรง ตัวอย่างเช่น ก๊าซ CO2 ที่เกิดจากไฟป่าในแคนนาดา เป็นต้น


✅️ 3. ความท้าทายจากภาคอุตสาหกรรม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้คุกคามทุกภาคอุตสาหกรรม ในบางอุตสาหกรรมก็ตกอยู่ในอันตรายมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ตัวอย่างเช่น ธุรกิจสกีรีสอร์ทกำลังถูกคุกคามจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเกิดหิมะอย่างมาก ในโคโลราโดร็อกกี้ สถานที่เล่นสกียอดนิยม อุณหภูมิได้เพิ่มสูงขึ้น 3 °F ตั้งแต่ปี 2523 ทำให้นะยะเวลาของฤดูกาลเล่นสกีแห่งนี้ลดลงไปเกือบหนึ่งเดือน


นอกจากนี้ สำหรับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมไวน์ อุตสาหกรรมพลังงาน และการประมงเชิงพาณิชย์เป็นอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นผลให้บริษัทที่ดำเนินงานในอุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ


✅️ 4. ค่าประกันที่เพิ่มขึ้น

อุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการประกันภัย การประกันภัยมีผลกระทบกับผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงเพิ่มขึ้น ค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับความคุ้มครองน้ำท่วมและพายุมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงของบริษัทประกันภัย สิ่งนี้อาจส่งผลให้ต้นทุนการประกันเพิ่มสูงขึ้นสำหรับหลายๆ บริษัท และส่งผลเสียต่อผลกำไรของพวกเขา


✅️ 5. ความเครียดทางด้านจิตใจ

นอกจากผลกระทบทางธุรกิจที่จับต้องได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตอีกด้วย สมาคมจิตวิทยาอเมริกันรายงานว่าเหตุการณ์สภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้งที่ยืดเยื้อ มีความสัมพันธ์มากขึ้นกับกรณีของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติจากความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ


ผลที่ตามมาคือ ธุรกิจอาจได้รับผลกระทบอย่างมากเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับผลผลิตที่ลดลง ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกจึงอาจประสบกับประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง


✅️ 6. การซ้ำเติมปัญหาความยากจน

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เจาะจงไปยังประเทศที่ยากจน แต่ก็สามารถส่งผลกระทบที่ยาวนานได้ ประชากรที่มีความพร้อมในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้น้อยที่สุดมักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด


ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การเข้าถึงน้ำสะอาดได้ยากขึ้น ความเสี่ยงทางกายภาพเนื่องจากความร้อนสูง อันตรายจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจในท้องถิ่นอย่างการประมงและฟาร์มต้องปิดทำการ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะงักงัน


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมีแนวโน้มที่จะทำให้ความเปราะบางที่มีอยู่ของประเทศยากจนแย่ลง ในทางกลับกัน กลับเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ


✅️ 7. การร่อยหรอของเสบียงอาหาร

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้อาหารและน้ำจืดลดน้อยลง แม้ว่าสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศที่ยากจน และมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย การขาดเเคลนทรัพยากรอาจทำให้ประเทศต่างๆ หันมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของตนเองมากขึ้น ทำให้บริษัทต่างๆ หาวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตสินค้าได้ยากขึ้น


นอกจากนี้ แม้ว่าโลกาภิวัตน์จะให้ประโยชน์มากมายสำหรับธุรกิจ แต่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหากดำเนินการอย่างไม่เหมาะสม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลเสียต่อธุรกิจทั่วโลก โลกาภิวัตน์ที่เพิ่มขึ้นจึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้นำธุรกิจที่กำลังพิจารณาขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศควรตระหนักถึงผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเช่นนั้น


ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสิ่งแวดล้อม 3 ประการ


🔹️ การขนส่งสินค้า: การขนส่งสินค้าจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งอาจส่งผลให้แหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลาย เพิ่มการปล่อยมลพิษ และการนำไวรัสสายพันธุ์ใหม่ข้ามพรมแดน เป็นต้น


🔹️ ความเชี่ยวชาญพิเศษ: โลกาภิวัตน์ช่วยให้ประเทศต่างๆ ได้รับทรัพยากรจากประเทศอื่นๆ ให้อิสระแก่พวกเขาในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งทางเศรษฐกิจของตน แม้ว่าประเทศต่างๆ จะให้ความสำคัญกับสินทรัพย์เหล่านั้น แต่ความเชี่ยวชาญพิเศษอาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การจับปลามากเกินไป และมลพิษที่เพิ่มขึ้น


🔹️ ความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้น: ผลกระทบด้านบวกอย่างหนึ่งของโลกาภิวัตน์คือการเพิ่มความตระหนักรู้ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ประเทศต่างๆ ประสบกับปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง และการคุกคามของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นหรือไวรัส บางประเทศจึงได้ตอบโต้ด้วยมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น


🚩 การจัดการปัญหาเชิงรุก

เป็นเรื่องง่ายที่จะสันนิษฐานว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่ส่งผลกระทบมากนักจนกว่าจะถึงอนาคตอันไกลโพ้น แต่ในความเป็นจริงโลกกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนแล้ว


ข่าวดีก็คือมีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลกำลังใช้กฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้บริโภคและนักลงทุนเรียกร้องให้ภาคธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น


บริษัทต่างๆ เริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของความยั่งยืนในแง่ของผลกำไรจากการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการยอมรับการจัดการการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีความรับผิดชอบ บริษัทเหล่านี้กำลังสร้างแรงกระเพื่อมในเชิงบวกทั่วทั้งอุตสาหกรรมของตนในขณะที่คู่แข่งเริ่มหันมาปฏิบัติตาม


ดังนั้น ผู้นำธุรกิจที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทั่วโลกอย่างถี่ถ้วน สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยืนยันว่าการดำเนินงานของพวกเขาไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


🚩 แหล่งที่มาของข้อมูล:


---------------------------------------------------

ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่

Facebook: Net Zero Techup


ดู 274 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


Post: Blog2_Post
bottom of page